อ้ะ มาว่ากันเรื่อง Analog ก่อนว่ามันคืออะไร ในที่นี้ ด้านดนตรีหมายถึง อุปกรณ์ใดๆก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นแอมป์หรือเอฟเฟคท์ ที่ไม่ได้ใช้ วงจรด้านDigitalเข้ามาเกี่ยวข้องด้านสัญญานเสียงเลย (พวกที่โปรแกรมได้ อย่าง Marshall JMP-1 ก็เป็นAnalogเหมือนกัน) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางเสียงใดๆก็ตาม ไม่ว่าจะให้เสียงซ้อนกัน ปรับให้ทุ้มลง แหลมขึ้น ทำเสียงแปลกๆแบบFlanger หรือให้แตก จะใช้การเปลี่ยนแปลงทางไฟฟ้า จากอุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์ล้วนๆ และกระทำกับสัญญานโดยตรง

เช่น การทำให้แหลมขึ้นก็ใช้วงจร พวกRC Filter มาช่วยให้ความถี่สูงๆผ่านไปได้มากขึ้น หรือ ทำให้ทุ้ม ก็ใช้ RC Filterอีก มาตัดเสียงแหลมออกไป หรือ การเพิ่มสัญญานจนถึงจุดอิ่มตัว หรือให้สัญญานมันเกิน มันก็จะเกิดการตัดยอดคลื่น ซึ่งจะทำให้เป็นเสียงแตก

ซึ่ง การทำให้เสียงมันออกมาเป็นแบบไหน ก็ขึ้นอยู่กับการออกแบบละครับ ว่าจะให้มันมีผลเป็นอย่างไร

โดย สรุปแล้ว การจัดการกับสัญญานเสียงแบบ Analog คือ การเข้าไปปรับ เปลี่ยน สัญญานโดยตรง โดยใช้ อุปกรณ์ทางอิเล็คโทรนิคส์ ต่างๆ พวก Transistor OpAmp Capaciter Resister VacumTube Coil และอื่นๆ มาเปลี่ยนแปลงลักษณะของคลื่นเสียง

ทีนี้ ลอง มาดูวงจรทางDigital กันบ้าง ว่ามันทำงานกันยังไง ทำไมถึงเรียก Digital

Digital มันอาศัยการคำนวนเป็นหลักเลยครับ ใช้ CPU เป็นหัวใจในการทำงาน แต่ในวงการนี้ เค้าเรียกเจ้าCPUนี้ว่า DSP( Digital Signal Processor) ซึ่งก่อนจะให้มันคำนวนได้ ก็ต้องแปลงสัญญานธรรมดาๆเนี่ย ให้เป็นDigitalก่อน ไม่งั้นเจ้าสมองตัวนี้ จะไม่รู้ว่า ไปป้อนอะไรให้เค้าคิด ซึ่งการแปลงนี้ อาศัยวงจรอีกประเภทนึงที่เรียกว่า A To D (A/D) หรือ Analog To Digital converter

เจ้า A/D ตัวนี้ จะจัดการสุ่มรูปคลื่น หรือ สัญญานเสียงเนี่ย ให้กลายเป็นตัวเลข ยิ่งสุ่มมาก ยิ่งได้ความละเอียดของเสียงครับ ( ตรงนี้ จำๆไว้ก็ดีครับ ว่า ถ้าเห็น A/D เมื่อไหร่ ให้ดูค่า Sampling Rate เยอะๆเข้าไว้ ) ซึ่งค่าที่ได้ ถ้าเครื่องมีประสิทธิภาพสูง ก็ทำงานที่Bit เยอะๆ ยิ่งได้ความละเอียดมากขึ้น เหมือน MP3 ไงครับ 192K เสียงดีกว่า 128K แหงๆ อยู่แล้ว แต่ก็ใหญ่กว่าด้วย

ทีนี้ พอได้ค่าเป็นเลขมา ก็ส่งไปที่DSP เอาไปคิด ด้วยวิธีการ ต่างๆนาๆ ตามแต่นักออกแบบแต่ละเจ้า จะคิดค้ากัน ออกมาเป็นค่าอีกค่าหนึ่ง ซึ่งเราก็ฟังไม่ได้อยู่ดี ต้องแปลงกลับไป เป็นเสียงอีกครั้ง ทีนี้ก็ใช้วงจรกลับกันหละ คือเป็น D/A หรือ Digital To Analog Converter แล้ว

โดยสรุปแล้ว Digital มันไม่ได้กระทำการใดๆกับสัญญานเสียงโดยตรงเลย แต่ต้องแปลงเป็นตัวเลขไปคำนวนตามสูตรก่อน ได้ผลออกมา แล้วค่อยแปลงกลับเป็นเสียงอีกที

ให้เทียบกันง่ายๆ Analog เหมือนข้าวผัดครับ เอาข้าวมา ผัดๆๆ ใส่ไข่ ใส่อะไรเข้าไป ก็ออกมาเป็นข้าวผัด แต่Digital มันเหมือนเม็ดข้าวเทียมมากกว่า คือเอาข้าว มาแปลงคือบดเป็นแป้งก่อน แล้วค่อยเอาไปนวด ใส่เครื่องหยอดมาเป็นเม็ดๆ ลงกล่องอาหารสำเร็จ ก่อนกิน ก็เติมน้ำ ใส่ไมโครเวฟ ถึงกินได้

แต่ผลสุดท้าย คนกินอิ่มเหมือนกัน ได้สารอาหารพอกันครับ แต่รสชาติไม่เหมือนกันแน่ๆ แหงๆอยู่แล้ว

ทีนี้ มาถึงเรื่องว่าอะไรดีกว่ากัน โอย ปัญหาโลกแตกครับ มีข้อดีข้อเสียพอๆกัน

Analog ไม่เปลี่ยน ไม่แปลงเสียงเลยก็จริง แต่เนื่องจากใช้วงจรเยอะ ทำให้มันมีสัญญานกวนเยอะเช่นกัน ทั้งจากตัวเอง และ ข้างนอก ในขณะที่Digital แปลงไปเป็นตัวเลขเรียบร้อย ก็ไม่มีอะไรเข้ามาแทรกได้แล้วครับ ถ้ามีอะไรแทรก มันก็errorไปซะงั้นเลย (เสียงแบบเวลา MP3 มันสะดุดน่ะ แครก ฟรืด อะไรแบบนั้น)

Digital ไม่มีสัญญานกวนก็จริง แต่ มันแปลงไปแล้วครับ ส่วนไหนที่มันเกินความถี่ที่เครื่องทำงานได้ ก็หายไปซะงั้น ขาดเสียงHarmonicที่ควรจะมีตามธรรมชาติ หลายๆคนเลยบอกว่าฟังแล้ว มันแห้งๆ ไร้รสชาติ แถมจะเอากลับคืนมาก็ไม่ได้ซะด้วย เกินกำลังเครื่อง ( อันนี้เป็นเหตุผลว่าทำไม พวกSoundCardโฆษณากันจัง ว่าเครื่องตัวเองทำงานได้ที่คว่ามถี่สูงๆ แต่ก่อน 32KHz เดี๋ยวนี้มานิยมกันที่ 96KHz แล้ว) ลองเทียบดูก็ได้ครับ แปลงไฟล์เป็นMP3 ที่ 22K กับ 44.1K เสียงมันต่างกันแค่ไหน ซึ่ง นี้ละครับ จุดอ่อนใหญ่ที่สุด กลบไม่มิด ฝังไม่หมดของ Digital แต่ Analog ไม่มีการตัดครับ เสียงสูงเกินหูคนได้ยิน ถ้ามันยังทำงานได้ ไม่ระเบิด มันก็ยังอยู่ ไม่หายไปไหนครับ ผลก็คือ Harmonic ที่คนไม่ได้ยิน แต่มักจะสอดแทรกกับเสียงปรกติ จนเกิดความเป็นธรรมชาตินั้น ยังอยู่ครบ

เหมือนฟังเพลงจากแผ่นเสียง กับ CD อะไรแบบนั้นละครับ ต้องบอกว่าคนละFeel อิๆๆ

ปัญหาโลกแตก ข้อต่อมา จะเลือกอะไรดี
โอ๊ย……….. ไม่ต้องไปคิดครับ ว่าAnalog Digital ถ้าชอบ คือชอบละครับ ไปคิดอะไรมาก ว่าอย่างงั้น อย่างงี้ ทีตอนมีแฟนไม่เห็นต้องถามใครเลย ว่าคนนี้ดีกว่าคนนั้นรึเปล่า หรือต้องให้ใครเลือกให้ เอาอันที่ชอบละครับ ดีที่สุด คนอื่นเค้าว่าดี เราอาจไม่ชอบก็ได้ เหมือนทุเรียนไงครับ คนชอบกันเยอะแยะ แต่ผมก็ไม่ชอบซะงั้น เลือกที่คุณชอบ ก็สบายใจเองแหละ

This slideshow requires JavaScript.

This slideshow requires JavaScript.